Home วารสารที่หายไป: เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ กับชั้นความรู้ที่วงการอิเล็กทรอนิกส์ไทยทำหล่นหาย
Post
Cancel

วารสารที่หายไป: เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ กับชั้นความรู้ที่วงการอิเล็กทรอนิกส์ไทยทำหล่นหาย

English version

ถ้าถามวิศวกรไทยรุ่นใหญ่ว่าเริ่มสนใจอิเล็กทรอนิกส์มาจากไหน หลายคนจะเอ่ยชื่อวารสารก่อนเอ่ยชื่อมหาวิทยาลัย นั่นคือ วารสารเซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ (Semiconductor Electronics Journal) วารสารฉบับนี้ตีพิมพ์ต่อเนื่องมากว่าสี่ทศวรรษ และหยุดฉบับพิมพ์ไปในปี 2562 แทบไม่มีใครสังเกต เพราะถึงตอนนั้นโมดูลจาก AliExpress ราคาถูกกว่าตัววารสารเสียอีก

บทความนี้เล่าว่าวารสารนี้คืออะไร ทำหน้าที่อะไรที่ยังไม่มีใครมาทำแทน และทำไมช่องว่างนั้นยิ่งสำคัญในยุคที่ AI เป็นคนเขียน datasheet ให้เราอ่าน

วารสารนี้คืออะไร

วารสารนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ ในประวัติศาสตร์ของซีเอ็ด แต่เป็น เหตุผลที่ซีเอ็ดถือกำเนิดขึ้น

เมื่อไรเกิดอะไรขึ้นแหล่งที่มา
10 ต.ค. 2517บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จดทะเบียนด้วยทุน 99,000 บาท โดย วิศวกรไฟฟ้า 10 คนจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ธุรกิจแรกคือผลิตวารสารรายเดือน เซมิคอนดัคเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ และเป็นผู้แทนจำหน่ายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศแบบ 56-1 ของซีเอ็ด, วิกิพีเดียภาษาไทย
ทศวรรษ 2520วารสารนี้เป็นแกนกลางของหัวหนังสือในเครือ ได้แก่ ทักษะ, มิติที่ 4, ไมโครคอมพิวเตอร์ (2526) และต่อมา รู้รอบตัว / UpDATEวิกิพีเดียภาษาไทย
ต.ค.–ธ.ค. 2525ฉบับที่ 53 มีเรื่องสายอากาศและ “ยุคทองของไมโครคอมพิวเตอร์” ปัจจุบันยังมีนักสะสมนำมาขายร้าน booknarts.com
ตั้งแต่ 2534ซีเอ็ดเข้าตลาดหลักทรัพย์และเปิดร้าน SE-ED Book Center ธุรกิจร้านหนังสือค่อย ๆ ใหญ่กว่าวารสารที่เป็นจุดเริ่มต้นวิกิพีเดียภาษาไทย
2547–2550ฉบับย้อนหลัง 4 ปีออกเป็นซีดีรวมเล่ม ห้องสมุดมหาวิทยาลัยยังมีเก็บไว้OPAC ม.อ. วิทยาเขตตรัง
2551เปลี่ยนชื่อเป็น Semiconductor Electronics Plus+ ฉบับที่ราว 382–423 ขายเป็น e-magazine แบบ PDF ด้วยรายการ e-magazine บน se-ed.com
2562หยุดตีพิมพ์ฉบับพิมพ์ ประกาศของห้องสมุดมหาวิทยาลัยระบุเดือนไม่ตรงกัน ตั้งแต่มีนาคมถึงกันยายน 2562ประกาศห้องสมุดมหาวิทยาลัย

ISSN 0125-1015 อายุกว่า 45 ปี มากกว่า 400 ฉบับ

วิศวกรกลุ่มเล็ก ๆ ตั้งวารสารขึ้นเพื่อสอนคนไทยให้รู้อิเล็กทรอนิกส์ ขายอุปกรณ์ควบคู่ไปด้วย แล้วเติบโตจนกลายเป็นเครือร้านหนังสือที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ พันธกิจด้านการศึกษามาก่อน ธุรกิจค้าปลีกมาทีหลัง และสุดท้ายเหลือแต่ธุรกิจค้าปลีก

สิ่งที่วารสารทำ และยังไม่มีอะไรมาแทน

สัปดาห์ก่อนผมเขียนว่าอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์สหรัฐฯ ไม่ได้โตเพราะ RadioShack อย่างเดียว แต่โตเพราะมีห่วงโซ่ที่เชื่อมกันครบ คือ อุปกรณ์ → ความรู้ → ชุมชน → อุตสาหกรรม ในสหรัฐฯ นิตยสาร Popular Electronics คือห่วงด้านความรู้ ภาพ Altair 8800 บนปกฉบับมกราคม 1975 เป็นสิ่งที่ดึงคนมารวมกันเป็น Homebrew Computer Club

สำหรับประเทศไทย เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ คือห่วงนั้น และทำสามอย่างไปพร้อมกัน

  1. มีบรรณาธิการคัดกรอง วงจรที่ลงพิมพ์ผ่านการต่อจริง ตรวจสอบ และพิสูจน์อักษรโดยคนที่มีชื่อกำกับ ถ้ามีจุดผิด ผู้อ่านจะเขียนจดหมายมาแจ้ง และฉบับถัดไปจะลงคำแก้
  2. เป็นภาษาไทยและใช้อุปกรณ์ที่หาได้ในไทย โครงงานใช้ชิ้นส่วนที่ซื้อได้จริงที่บ้านหม้อ บ่อยครั้งผ่านบริษัทเดียวกับที่พิมพ์วารสาร บทความกับอุปกรณ์มาจากที่เดียวกัน
  3. มีชุมชนมาด้วย ผู้อ่านเขียนจดหมาย ส่งโครงงาน และถกเถียงเรื่องการออกแบบ สำหรับเด็กต่างจังหวัด วารสารนี้คือ Homebrew Computer Club ที่มาทางไปรษณีย์เดือนละครั้ง

เมื่อฉบับพิมพ์หยุดไป การเข้าถึง ไม่ได้หายไปด้วย อุปกรณ์ถูกลงและข้อมูลมีมากขึ้น สิ่งที่หายไปคือ ชั้นความรู้ภาษาไทยที่ผ่านการคัดกรองและมีคนรับผิดชอบ ซึ่งคั่นอยู่ระหว่างอุปกรณ์กับผู้เรียน

อะไรเข้ามาแทนที่

ชั้นยุควารสารปี 2569
อุปกรณ์บ้านหม้อและอุปกรณ์ที่ซีเอ็ดนำเข้าเอง ช้าและแพงAliExpress, Shopee, Lazada: ESP32 ราว 150 บาท ส่งถึงในไม่กี่วัน ✅
ทำต้นแบบกัดแผ่นวงจรเองด้วยเฟอร์ริกคลอไรด์PCB 5 แผ่นราว 2 ดอลลาร์จากจีน ✅
ความรู้ผ่านบรรณาธิการ ต่อวงจรจริง เป็นภาษาไทย มีชื่อผู้เขียนYouTube, เว็บบอร์ด และ หน้าเว็บที่ AI เขียนโดยไม่มีผู้เขียน มากขึ้นเรื่อย ๆ ⚠️
วงจรการแก้ไขผู้อ่านเขียนจดหมาย แล้วฉบับถัดไปลงคำแก้ไม่มี หน้าที่ผิดยังค้างอยู่และติดอันดับการค้นหาดี ❌
ชุมชนผู้อ่านทั่วประเทศใช้แหล่งอ้างอิงเดียวกันกลุ่ม Facebook และห้อง LINE ที่กระจัดกระจาย ⚠️

สองชั้นดีขึ้นอย่างมาก อีกชั้นหนึ่งแย่ลงอย่างมาก

ตัวอย่างจริง

ระหว่างทำโปรเจกต์ IoT ด้านเสียง ผมค้นข้อมูลไมโครโฟน INMP441 บนเว็บออกแบบวงจรที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง หน้านั้น

  • เขียนชื่อว่า “INM441” ในหัวเรื่อง แต่เขียน “INMP441” ในเนื้อหา
  • อธิบายว่าเป็น ไมโครโฟนคอนเดนเซอร์แบบอนาล็อก 2 ขา ใช้ไฟ 1.5–10 V
  • ต่อผ่านตัวเก็บประจุ 10 µF เข้า analogRead(A0) ของ Arduino Uno

INMP441 ตัวจริงคือ ไมโครโฟน MEMS แบบดิจิทัล I²S มี 6 ขา (VDD, GND, SD, SCK, WS, L/R) ใช้ไฟ 1.8–3.3 V และ Uno รุ่นดั้งเดิมไม่มีวงจร I²S ในตัวเลย แทบทุกบรรทัดในหน้านั้นผิด แต่เขียนลื่นไหล ดูเป็นมืออาชีพ และไม่มีทั้งชื่อผู้เขียนและคำแก้

วารสารที่มีบรรณาธิการจะไม่มีวันพิมพ์หน้าแบบนั้น และต่อให้หลุดไป ผู้อ่านก็จะเขียนจดหมายมาทักท้วง วันนี้ความผิดพลาดนั้นค้างอยู่เฉย ๆ แล้วโมเดล AI รุ่นถัดไปก็เอาไปเรียนต่อ

AliExpress, Shopee และ AI แทนวารสารได้ไหม

ได้บางส่วน AI มีความสามารถที่วารสารไม่เคยมี คือ ตอบคำถามของเราตรงจุด เป็นภาษาไทย ตอนตีสอง ในฐานะติวเตอร์ AI เหนือกว่าสิ่งพิมพ์รายเดือนใด ๆ

แต่ติวเตอร์ไม่ใช่บรรณาธิการ สิ่งที่เราเสียไปไม่ใช่ข้อมูล แต่คือ ความรับผิดชอบ ได้แก่คนที่มีชื่อซึ่งต่อวงจรทดสอบจริง ช่องทางแจ้งข้อผิดพลาด และแหล่งอ้างอิงร่วมที่คนทั้งรุ่นเรียนรู้จากมัน อุปกรณ์ราคาถูกบวก AI ที่ตอบคล่อง ให้กำเนิด ผู้บริโภคที่ลอกเลียนได้ ขณะที่วารสารสร้าง นักประดิษฐ์ที่ตรวจสอบเป็น

สร้างชั้นที่หายไปขึ้นมาใหม่

เราไม่จำเป็นต้องฟื้นสิ่งพิมพ์กระดาษ แต่ต้องฟื้นสิ่งที่วารสารเคยทำ

  1. บันทึกโครงงานภาษาไทยที่คัดกรองและทดสอบแล้ว เก็บไว้ใน Git repository หรือบล็อกแบบนี้ และกำหนดว่าทุกวงจรต้องต่อจริง ถ่ายรูป และวัดค่าก่อนเผยแพร่
  2. วงจรการแก้ไขที่มองเห็นได้ Issue และ pull request คือจดหมายผู้อ่านในยุคนี้ และต้องเปิดเผยคำแก้ให้ทุกคนเห็น
  3. อ่าน datasheet ก่อน แล้วค่อยถาม AI สอนนักศึกษาให้ตรวจคำตอบของ AI กับ datasheet ของผู้ผลิต จำนวนขา แรงดันไฟเลี้ยง และชนิดของอินเทอร์เฟซ คือสามจุดที่จะจับความผิดของหน้า INMP441 ได้ทันที
  4. ผูกบทความเข้ากับอุปกรณ์ วารสารเคยขายอุปกรณ์ที่ตัวเองเขียนถึง วันนี้หมายถึงรายการชิ้นส่วนบน Shopee หรือ AliExpress ที่ตรวจแล้วสำหรับแต่ละโครงงาน พร้อมระบุว่าร้านไหนส่งชิปถูกรุ่นจริง
  5. ให้มหาวิทยาลัยเป็นผู้จัดพิมพ์ ซีเอ็ดเริ่มจากบัณฑิตวิศวะจุฬาฯ 10 คน มหาวิทยาลัยไทยมีนักศึกษาอิเล็กทรอนิกส์หลายร้อยคนทุกปี รายงานแล็บของพวกเขาอาจกลายเป็นชั้นความรู้สาธารณะที่ผ่านการทดสอบแล้ว แทนที่จะถูกทิ้งหลังให้คะแนน

ส่งท้าย

ปี 2517 วิศวกรสิบคนตัดสินใจว่าคนไทยควรได้เรียนอิเล็กทรอนิกส์เป็นภาษาไทยจากแหล่งที่เชื่อถือได้ บริษัทที่พวกเขาก่อตั้งยังอยู่ แต่วารสารไม่อยู่แล้ว อุปกรณ์ถูกกว่าที่เคย AI ตอบคล่องแคล่ว สิ่งที่ขาดไปคือคนที่ตรวจสอบ

งานนั้นไม่ต้องใช้สำนักพิมพ์อีกต่อไป ต้องการเพียงคนไม่กี่คนที่ยอมต่อวงจรจริงก่อนโพสต์ และยอมแก้ไขอย่างเปิดเผยเมื่อตัวเองผิด


แหล่งที่มาและหมายเหตุ

  • บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน), แบบ 56-1 (ประวัติบริษัท: จดทะเบียน 10 ต.ค. 2517 ทุน 99,000 บาท, วารสารรายเดือน เซมิคอนดัคเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ และการเป็นผู้แทนจำหน่ายอุปกรณ์) corporate.se-ed.com
  • ซีเอ็ดยูเคชั่น, วิกิพีเดียภาษาไทย (ลำดับเหตุการณ์ของวารสาร การเข้าตลาดหลักทรัพย์ ร้านหนังสือ) th.wikipedia.org
  • Brandcase, “กรณีศึกษา SE-ED” (บัณฑิตวิศวะจุฬาฯ 10 คน และธุรกิจหนังสือเฉพาะทางช่วงแรก) brandcase.co
  • หน้าสินค้าวารสารบนเว็บซีเอ็ด (บาร์โค้ด ISSN 977-0125-101-00-5) m.se-ed.com
  • รายการ e-magazine Semiconductor Electronics Plus+ (ฉบับที่ 382–423 แบบ PDF) se-ed.com
  • ฉบับที่ 53 ต.ค.–ธ.ค. 2525 จากร้านนักสะสม booknarts.com
  • ซีดีรวมเล่ม 2547–2550 ห้องสมุด ม.อ. วิทยาเขตตรัง opac.trang.psu.ac.th
  • หอสมุดพระราชวังสนามจันทร์ ม.ศิลปากร, “วารสารที่หอสมุดฯ บอกรับและหยุดพิมพ์ ในเดือนเมษายน 2562” snamcn.lib.su.ac.th

หมายเหตุการตรวจสอบ: การเปลี่ยนชื่อเป็น Plus+ (2551) และการหยุดฉบับพิมพ์ (2562) มาจากบทสรุปของรายการในห้องสมุด เดือนสุดท้ายและเลขฉบับสุดท้ายยังไม่ได้ยืนยัน เพราะแหล่งข้อมูลไม่ตรงกัน (มีทั้งมีนาคม เมษายน และกันยายน 2562) ถ้าท่านมีฉบับสุดท้ายอยู่บนชั้นหนังสือ กรุณาบอกเลขฉบับ แล้วผมจะแก้ไขบทความนี้ นี่คือวงจรการแก้ไขที่บทความนี้เรียกร้อง

This post is licensed under CC BY 4.0 by the author.